พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

Thammasat Chalermprakiat Museum
Organized by Faculty of Sociology and Anthropology , Thammasat University , Thailand

โบราณคดีบนพื้นที่สูง อำเภอปางมะผ้า 

 

โครงการโบราณคดีบนพื้นที่สูงในอำเภอปางมะผ้า

 

            พื้นที่สูงเทือกเขาหินปูนในอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีสภาพแวดล้อมอยู่ในเขตป่าร้อนแบบฤดูกาลที่อุดมสมบูรณ์ มีภูเขาสูงชันเป็นเทือกสลับซับซ้อน มีพื้นที่ราบที่น้อยมาก ยากแก่การเดินทางติดต่อ นอกจากนี้ ลักษณะภูมิประเทศของอำเภอปางมะผ้ามีลักษณะโดดเด่นเฉพาะ คือเป็นศูนย์รวมของความหลากหลายทางกายภาพ(เช่น ธรณีสัณฐาน แร่ธาตุ) ชีวภาพ(เช่น ป่าไม้ สัตว์ป่า) ชาติพันธุ์และวัฒนธรรม (เช่น ไทยใหญ่ กะเหรี่ยง ลัวะ มูเซอแดง มูเซอดำ) นอกจากนี้ ยังเป็นดินแดนที่มักจะถูกมองว่ามีความล้าหลังทางวัฒนธรรม เพราะไม่มีหลักฐานของสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่เป็นโบราณสถาน ซึ่งแสดงถึงการตั้งชุมชนขนาดใหญ่ ดังเช่นที่พบตามแหล่งอารยธรรมลุ่มน้ำในภูมิภาคอื่นๆของประเทศไทย รวมทั้งยังเป็นที่อยู่อาศัยอาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ไม่ใช่ “คนไทย” ที่ยังคงนับถือผี และแทบจะไม่มีการบันทึกประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ยาวนานเท่ากับบริเวณอื่นๆในภาคเหนือ อย่างไรก็ดีการค้นคว้าทางโบราณคดีทำให้ทราบว่ามีหลักฐานการอยู่อาศัยและมีวัตถุทางวัฒนธรรมของคนโบราณ ตั้งแต่ช่วงยุคน้ำแข็งตอนปลาย (ประมาณ 22,000 ปีมาแล้ว) สืบเนื่องมาจนกระทั่งปัจจุบัน
            ดังนั้น พื้นที่สูงในอำเภอปางมะผ้ามีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่าที่เคยคิด พื้นที่นี้จึงเปรียบเหมือนห้องปฏิบัติการทางธรรมชาติที่เหมาะสมสำหรับการค้นคว้าศึกษาวิจัยเรื่องปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม และศึกษาพัฒนาการของวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาโดยกลุ่มคนที่อาศัยบนพื้นที่สูง ด้วยเหตุที่อำเภอปางมะผ้ามีความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่หลากหลายทั้งในอดีตและปัจจุบัน
            โครงการโบราณคดีบนพื้นที่สูงในอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้รับการสนับสนุนการวิจัยจากกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เป็นเวลา 2 ปี เป็นโครงการแบบสหวิทยาการที่ประกอบด้วยทีมวิจัยทางสังคมศาสตร์ คือ โบราณคดี และมานุษยวิทยากายภาพ และทีมวิจัยทางวิทยาศาสตร์ คือ วงปีไม้ จากสหมหาวิทยาลัย คือ ผู้เขียนจากภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร  อ.ดร.สุภาพร  นาคบัลลังก์ จากภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  และรศ.ดร. นาฎสุดา  ภูมิจำนงค์ จากคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มาร่วมทำงานวิจัยพื้นฐาน เพื่อรวบรวมและสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับ “คน สังคม วัฒนธรรมและสภาพแวดล้อมโบราณ” บนพื้นที่สูง

 

จากคำนำในหนังสือเรื่อง โบราณคดีบนพื้นที่สูง
ในอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน
โดย รัศมี  ชูทรงเดช : หัวหน้าโครงการวิจัย

 

โบราณคดีบนพื้นที่สูง อำเภอบางมะผ้า 

 

ข้อมูลทั่วไปอำเภอบางมะผ้า

 

              ที่ตั้ง
            อำเภอปางมะผ้า ตั้งอยู่ทางตอนเหนือสุดในเขตพื้นที่ของจังหวัดแม่ฮ่องสอนและยังอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือสุดของประเทศไทย พื้นที่ติดต่อกับอาณาเขตการปกครองของอำเภอปางมะผ้าประกอบด้วย
                        ทิศเหนือ ติดกับ รัฐฉานของประเทศสาธารณรัฐเมียนมาร์(พม่า)
                        ทิศใต้ ติดกับ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
                        ทิศตะวันตก ติดกับ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
                        ทิศตะวันออก ติดกับ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน
            ในพื้นที่อำเภอปางมะผ้านั้น ในอดีตคือสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เคยเป็นพื้นที่ที่ทหารญี่ปุ่นตัดถนนจากอำเภอปายไปยังจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อเข้ารุกรานประเทศพม่า ต่อมา พ่อค้า ประชาชนได้ใช้เส้นทางนี้ในการคมนาคมติดต่อ ในช่วงปี พ.ศ.2491 ทางราชการได้จัดตั้งสถานีตำรวจภูธรตำบลเพื่อรักษาความปลอดภัยแก่ผู้สัญจรผ่าน ณ จุดที่เรียกว่า “ปางมะผ้า” เพราะจุดนี้สามารถหามะนาวปรุงอาหารได้ (มะผ้า หรือหมากผ้า เป็นภาษาไต แปลว่า มะนาว) ในรัศมี 20กม.โดยรอบเป็นภูเขาสลับซับซ้อน แทบจะตัดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง มีชาวไต (ไทยใหญ่) มูเซอ ลีซอ ตั้งบ้านเรือนอยู่เป็นหย่อมๆ จนในปี พ.ศ.2520 ทางราชการได้ตัดถนนให้ดีขึ้น ชาวพื้นราบ ชาวเขาจากต่างอำเภอหรือต่างจังหวัด และผู้หลบหนีเข้าเมืองจากประเทศพม่าได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานมากขึ้นตามลำดับ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหามากมาย เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย จึงได้ประกาศจัดตั้งกิ่งอำเภอปางมะผ้า เมื่อปี พ.ศ.2530 และได้จัดตั้งเป็นอำเภอปางมะผ้าในปี พ.ศ.2539


              สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ
              ภูมิประเทศในอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีลักษณะที่เฉพาะและโดดเด่นกว่า ภูมิประเทศอื่นๆ ของภาคเหนือคือมีพื้นที่ซึ่งเป็นภูเขาสูงถึง 90% ของพื้นที่ทั้งหมด ส่วนพื้นที่ราบคิดเป็น 5 % และพื้นน้ำคิดเป็น 5% นอกจากนี้ สภาพแวดล้อมในอำเภอปางมะผ้ายังดำรงไว้ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของพืชพรรณและสัตว์ป่า ประกอบไปด้วยป่าไม้ 6 ประเภทหลัก ได้แก่ ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าดิบเขา ป่าดิบแล้ง ป่าไผ่ ป่าหินปูน  สัตว์ป่าที่พบ ส่วนใหญ่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดกลางและเล็ก นกชนิดต่างๆ ส่วนสัตว์ขนาดใหญ่จำพวกช้าง กระทิง วัวแดง เสือโคร่ง และเสือดาว ได้สูญพันธุ์ไปจากพื้นที่แล้ว
              สภาพธรณีวิทยาประกอบด้วยหิน 3 ประเภทหลัก คือ หินชั้นหรือหินตะกอน หินอัคนี และหินแปร หินที่เกิดในอำเภอปางมะผ้าเกิดมาจากสภาพแวดล้อมและในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน สำหรับหินปูนเป็นหินต้นกำเนิดของลักษณะภูมิประเทศแบบคาสต์และถ้ำต่างๆ เกิดจากการสะสมตัวของตะกอนที่มีสารแคลเซียมคาร์บอเนตในทะเล ใช้เวลาในการสะสมตัวหลายล้านปี เมื่อเปลือกโลกมีการเคลื่อนตัว หินปูนเหล่านี้ก็ยกตัวสูงขึ้นเหนือระดับน้ำทะเลกลายเป็นพื้นดินและภูเขา
              พื้นที่ภูมิประเทศแบบคาสต์ในบริเวณรอบๆ แหล่งโบราณคดีบ้านไร่ มีลักษณะพิเศษ คือ เป็นโพลเย (Polje) ซึ่งเป็นร่องหลุมยุบ มีท้องน้ำเป็นที่ราบ โดยอาจมีลำธารไหลเป็นครั้งคราวหรือตลอดปี เป็นบริเวณที่อุดมสมบูรณ์และมักเป็นที่ราบเหมาะแก่การเพาะปลูก สภาพธรณีสัณฐานของแหล่งโบราณคดีเพิงผาถ้ำลอด เป็นแอ่งหลุมยุบขนาดเล็กแบบเปิด และเป็นลานตะพักน้ำระดับสูงของแม่น้ำลาง
              ลำน้ำธรรมชาติที่สำคัญมีอยู่ 4 สายหลัก คือ ลำน้ำของ ห้วยโป่งแสนปิ๊ก ห้วยแม่ละนา และห้วยน้ำลาง มีทิศทางการไหลจากทิศเหนือบริเวณชายแดนไทย-เมียนมาร์ ลงสู่แม่น้ำปาย


              สภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรม
              จากแนวคิดของการศึกษานิเวศวิทยาวัฒนธรรมที่กล่าวไว้ว่า สภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรม และทางธรรมชาตินั้นมีความเกี่ยวพันต่อกันและกันเป็นอย่างมาก ซึ่งด้วยสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่แตกต่างกันนี้เอง จึงทำให้วัฒนธรรมของกลุ่มคนต่างๆในโลกมีความแตกต่างกันไปด้วย
              ลักษณะสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติในพื้นที่อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นพื้นที่สูง มีลักษณะพิเศษที่ทำให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ อันส่งผลให้การปรับตัวของมนุษย์ต่อสภาพแวดล้อม หรือการปรับสภาพแวดล้อมให้เข้ากับการดำรงชีวิต นั้นมีความแตกต่างไปจากพื้นที่อื่น ภายในพื้นที่นี้มีความหลากหลายของชาติพันธุ์ ซึ่งมีความโดดเด่นที่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของตนเองได้อย่างเหนียวแน่น ประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหมด 6 กลุ่ม ได้แก่ ไทยใหญ่ กะเหรี่ยง ลัวะ ลีซอ มูเซอแดง และมูเซอดำ จากประวัติของหมู่บ้าน แสดงให้เห็นว่ากลุ่มชนในพื้นที่มีการอพยพเข้ามาหลายระลอกในช่วงระยะเวลาของอาณาจักรล้านนาจนถึงปัจจุบัน
              การตั้งถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงมีการเลือกพื้นที่ทั้งบริเวณที่เป็นที่ราบลุ่มน้ำ ที่ราบระหว่างหุบเขา ที่ลาดลุ่มน้ำ และพื้นที่ตามสันเขา ไหล่เขา  ที่ลาดสันเขา ซึ่งพื้นที่ทั้งสองลักษณะต่างก็มีผลทำให้การดำรงชีวิตของกลุ่มคนมีความแตกต่างกัน  ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดถึงอิทธิพลของสภาพพื้นที่ต่อระบบการผลิตคือกลุ่มชาติพันธุ์ที่นิยมตั้งถิ่นฐานในที่ราบคือ ไทยใหญ่ กะเหรี่ยง และลัวะ มักจะมีระบบการผลิตที่เป็นเกษตรในที่ลุ่มเป็นหลัก ส่วนกลุ่มชาติพันธุ์ลีซอ มูเซอแดง และมูเซอดำ ที่ตั้งถิ่นฐานในบริเวณพื้นที่สูงก็จะนิยมการผลิตที่เป็นเกษตรในที่สูง หรือการทำไร่เป็นหลัก ดังนั้นจึงเห็นได้ว่ามีการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในสภาพพื้นที่ที่แตกต่างกันบนพื้นที่สูง ตามลักษณะทางวัฒนธรรมของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์

 


โบราณคดีบนพื้นที่สูง อำเภอบางมะผ้า 

.

ผลการวิจัย

.

               ผลการวิจัยสามารถสรุปออกเป็น 3 หัวข้อหลัก คือ 1.คน สังคม และวัฒนธรรม
2.สภาพแวดล้อมโบราณ 3.ปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับสภาพแวดล้อม

               1.คน สังคม และวัฒนธรรม

การตั้งถิ่นฐานแรกเริ่ม: วัฒนธรรมสมัยไพลสโตซีนตอนปลาย (22,190-10,200 ปีมาแล้ว)
               ข้อมูลการค้นพบใหม่คือแหล่งโบราณคดีเพิงผาถ้ำลอดที่มีอายุสมัยเก่ากว่าแหล่งโบราณคดีถ้ำผี ทำให้ร่องรอยของกิจกรรมโดยคนโบราณที่เก่าที่สุดในพื้นที่สูง อำเภอปางมะผ้า ในขณะนี้ย้อนเก่าไปถึงอายุ 22,190 ปีมาแล้ว และมีหลักฐานที่ยืนยันว่าในสมัยไพลสโตซีนตอนปลายมีการกระจายตัวของกลุ่มคน ก่อนประวัติศาสตร์บริเวณ ลำน้ำของ ลำน้ำลาง และลำน้ำรางหลวง ระดับของสังคมน่าจะเป็นกลุ่มชน(band) ที่อยู่กันเป็นครอบครัว ผู้คนสมัยนี้ใช้ เครื่องมือหินกะเทาะเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการดำรงชีพ นอกจากนี้ยังมีการทำเครื่องมือกระดูกและหอยด้วย สำหรับการดำรงชีพนั้น คนก่อนประวัติศาสตร์หาอาหารตามธรรมชาติที่หลากหลายชนิดตามลักษณะ สภาพแวดล้อมของพื้นที่ ทั้งป่าดงดิบเขา ป่าเต็งรัง และป่าเบญจพรรณ ยังไม่มีการเลี้ยงสัตว์หรือเพาะปลูก การล่าสัตว์มักจะล่าสัตว์ขนาดใหญ่-กลาง-เล็ก และจับสัตว์น้ำ สำหรับเรื่องความเชื่อนั้น พบว่ามีความเชื่อเกี่ยวกับความตายและประเพณีการฝังศพท่านอนงอตัว และมีการนำก้อนหินวางเหนือหลุมฝังศพ หลักฐานที่สำคัญคือโครงกระดูกจากแหล่งโบราณคดีเพิงผาถ้ำลอดอย่างน้อยที่สุด 2 โครงคือ โครงที่ 1 มีอายุประมาณ 13,000 ปีมาแล้ว โครงที่ 2 มีอายุหลังลงมาอีกประมาณ 1,000 ปีคือ 12,000 ปีมาแล้ว ลักษณะการฝังศพก็มีแตกต่างไปจากหลุมแรก คือเป็นการฝังศพในท่านอนหงายเหยียดยาว

 

วัฒนธรรมสมัยโฮโลซีนตอนต้น (9,720-7,660 ปีมาแล้ว)
               สมัยโฮโลซีนตอนต้น มีร่องรอยของคนก่อนประวัติศาสตร์ทั้งพื้นที่อำเภอปางมะผ้า มีการเคลื่อนย้ายและอพยพในพื้นที่สูงตามลำน้ำต่างๆสำหรับคนที่เป็นตัวแทนของสมัยโฮโลซีนตอนต้น มีหลักฐานเพียง 1 โครง เป็นโครงกระดูกที่พบในแหล่งโบราณคดีเพิงผาบ้านไร่ เป็นเพศชาย น่าจะมี ความสูงประมาณ 160 เซนติเมตร และตายเมื่ออายุประมาณ 30-39 ปี อายุจะไม่ยืนตามมาตรฐานของคนปัจจุบัน โดยอาจมีโรคธาลาสซีเมีย (?) เป็นโรคประจำตัว เพราะชิ้นส่วนของกะโหลกนั้นมีความหนาผิดปกติ อย่างไรก็ดีมีข้อควรสังเกตเกี่ยวกับความหนาของกระโหลกศรีษะว่า อาจเป็นลักษณะเฉพาะทางกายภาพ ของมนุษย์สมัยโบราณ ระดับของสังคมน่าจะเป็นกลุ่มชนเช่นเดียวกับสมัยไพลสโตซีนตอนปลาย เครื่องมือเครื่องใช้ ส่วนใหญ่จะทำจากหินกรวดแม่น้ำ รูปแบบของเครื่องมือเทคโนโลยีในการผลิตเครื่องมือหินและชีวิตความเป็นอยู่ก็ยังคงเหมือนกับ วัฒนธรรมสมัย ไพลสโตซีนตอนปลาย


วัฒนธรรมสมัยโฮโลซีนตอนกลาง (5,360-2,995 ปีมาแล้ว)
            ระดับของสังคมยังเหมือนกับวัฒนธรรมไพลสโตซีนตอนปลายและโฮโลซีนตอนต้น คือเป็นกลุ่มชนขนาดเล็ก ที่ยังคงหาอาหารตามธรรมชาติอยู่การเปลี่ยนแปลงที่เริ่มพบในสมัยนี้ที่โดดเด่นคือเทคโนโลยี พบเครื่องมือหินที่การลับคมที่ส่วนปลาย (Grinding stone) เครื่องมือหินขัด โกลนหินขัด และการทำ ภาชนะดินเผาเนื้อดิน ผิวเรียบและตกแต่งด้วยลายเชือกทาบ โบราณวัตถุเหล่านี้มักจะพบบนชั้นบนๆ เหนือชั้นวัฒนธรรมที่พบเครื่องมือหินกะเทาะจำนวนมาก การตั้งถิ่นฐานก็มีรูปแบบที่เหมือนกับวัฒนธรรมสมัยโฮโลซีนตอนกลาง คือใช้พื้นที่บริเวณ เพิงผา สันดอยและที่ราบริมน้ำอย่างต่อเนื่อง เช่นแหล่งโบราณคดี เพิงผาถ้ำลอด มีการเข้าไปพักอาศัยชั่วคราว มีกิจกรรมการซ่อมเครื่องมือหินขัด และแหล่งโบราณคดีสันดอยวนาหลวงก็พบร่องรอยการอยู่อาศัย เช่นพบ เครื่องมือหินขัด โกลนหินขัด เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบแหล่งผลิตเครื่องมือหินกะเทาะตามสันเขาต่างๆขณะนี้ยังไม่พบแหล่งที่อยู่อาศัยของชุมชนใน วัฒนธรรมโฮโลซีนตอนกลาง

 

วัฒนธรรมสมัยโฮโลซีนตอนปลาย
วัฒนธรรมโลงไม้ (2,200 ปีมาแล้วหรือ 57 ปีก่อน พ.ศ. ถึงพุทธศตวรรษที่ 14)
              คนโบราณในวัฒนธรรมโลงไม้ เป็นคนมองโกลอยด์ที่ลักษณะไม่เหมือนคนเอเชียตะวันออก เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี แต่มีลักษณะค่อนข้างจะเหมือนกับคนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปัจจุบัน ระดับของสังคมน่าจะเป็นสังคมชนเผ่า ที่มีความสัมพันธ์ฉันเครือญาติและอยู่ในโคตรตระกูลเดียวกัน และมีช่างเฉพาะทางที่มีความรอบรู้ในเรื่องของไม้และมีฝีมือเชิงช่างในด้านการแกะสลักหัวโลงและทำโลงศพ รูปแบบของการตั้งถิ่นฐานมีการใช้พื้นที่ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างระบบนิเวศเช่นเดียวกับวัฒนธรรมก่อนหน้านี้ แต่เพิงผาและถ้ำถูกเปลี่ยนหน้าที่ใช้เป็นที่ฝังศพโดยเฉพาะถ้ำถูกเลือกที่ใช้เป็นฝังศพประจำตระกูลเป็นถ้ำที่อยู่บน เกือบยอดของหน้าผาหินปูนข้อสังเกตจากขนาดภาชนะดินเผาที่เป็นหลักฐานทางอ้อมที่อาจจะบอกว่าชุมชนวัฒนธรรมโลงไม้น่า จะมีการตั้งถิ่นฐานกึ่งถาวรคล้ายกับคนบนพื้นที่สูงที่ทำ เกษตรกรรมแบบเลื่อนลอยมีการเคลื่อนย้ายบางฤดูกาลที่อาจจะเกี่ยว เนื่องกับการทำไร่ หรือหาของป่า ส่วนเรื่องของความเชื่อ ความเชื่อเกี่ยวกับความตายน่าจะเป็นเรื่องสำคัญในวัฒนธรรมโลงไม้ เพราะมีความพิถีพิถันในการเตรียมการปลงศพ นับตั้งแต่การการเตรียมตัดไม้ทำโลง การทำโลง การแกะสลักหัวโลง การเลือกที่ตั้งที่ยากลำบากโดยเฉพาะเป็นถ้ำบนหน้าผา ที่มีทัศนียภาพที่เห็นสภาพแวดล้อมกว้างไกลโดยรอบ และมีการวางของเซ่นที่น่าจะเป็นข้าวของเครื่องใช้ของผู้ตาย

 

วัฒนธรรมเนินดินรูปวงกลม (พุทธศตวรรษที่ 14-19)
               ในประมาณพุทธศตวรรษที่14 ซึ่งเป็นช่วงวัฒนธรรมโลงไม้ตอนปลายมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการปลงศพ ที่แตกต่างและชัดเจนในบริเวณ อำเภอปางมะผ้า คือการฝังศพเนินดินรูปวงกลม ตามสันเขา และมีทัศนียภาพที่งดงามเห็นป่าไม้ ภูเขาโดยรอบ มีของที่ฝังร่วมเป็นเครื่องเคลือบจากเตาล้านนา และมีเครื่องมือเหล็กที่มักเป็นรูปแบบของอาวุธมากกว่า เครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่นใบหอกยาว สันนิษฐานว่าเนินดินรูปวงกลมที่อำเภอปางมะผ้า น่าจะเป็นพัฒนาการที่สืบทอดมาจากวัฒนธรรมโลงไม้ เป็นการเปลี่ยนแปลงความเชื่อ และพิธีกรรมการปลงศพสำหรับระดับของสังคมและเศรษฐกิจ การดำรงชีพนั้น ดร. ปีเตอร์ เกรฟ ได้เสนอข้อสันนิษฐานว่าชุมชนวัฒนธรรมเนินดินรูปวงกลมน่าจะเป็นชุมชนบนพื้นที่สูงระดับชนเผ่าอิสระ ซึ่งทำหน้าที่เป็น ผู้จัดหาของป่าเพื่อแลกเปลี่ยนเครื่องถ้วยกับชุมชนพื้นราบตั้งแต่ก่อนช่วงพุทธศตวรรษที่ 18-22 ซึ่งมีการค้าขายภายในแผ่นดินอย่างเข้มข้นและกว้างขวาง ระหว่างรัฐต่างๆ ในประเทศไทย พม่าและจีนตอนใต้ เพราะมีการพบหลักฐานเครื่องถ้วยที่ฝังร่วมกับเนินดินรูปวงกลมตลอดแนวพื้นที่สูงเทือกเขา ตะวันตกจากจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ไปถึงตาก กลุ่มคนที่อยู่บนเทือกเขาสูงเหล่านี้น่าจะมีความสัมพันธ์กัน ชุมชนบนพื้นที่สูงนี้น่าจะเป็นผู้ที่มี ความรู้และชำนาญ (Specialization) ในการหาทรัพยากรจากในป่าเป็นอย่างดี


วัฒนธรรมร่วมสมัยวัฒนธรรมล้านนา (พุทธศตวรรษที่ 21-22)
               ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 21-22 เป็นช่วงสมัยล้านนา อำเภอปางมะผ้าน่าจะเป็นบริเวณที่มีความสำคัญในเรื่องฐานะ ที่เป็นพื้นที่ซึ่งอุดมสมบูรณ์ ไปด้วยทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า ซึ่งเป็นที่ต้องการทั้งจากรัฐภายในประเทศไทยและนอกประเทศไทยเช่นพม่า จีน เป็นต้น ช่วงเวลาดังกล่าวมี การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมที่ชัดเจนคือ การเปลี่ยนแปลงความเชื่อจากการนับถือผี เป็นการนับถือพุทธศาสนา การตั้งถิ่นฐานมีการย้ายลงมาอยู่บริเวณ เนินดินที่ราบระหว่างหุบเขาที่มีน้ำไหลผ่าน เช่นแหล่งโบราณคดีเมืองแพม 1 และเมืองแพม 2 บริเวณที่ราบมีความเหมาะสมในการทำการเพาะปลูกข้าว และปลูกพืชผลประเภทต่างๆ มีการสิ่งก่อสร้างถาวรที่เกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนา และหลักฐานอื่นๆ เช่นพระพุทธรูปสมัยล้านนา-เชียงแสน รูปแบบสิงห์ 2, ถ้วยชามสมัยราชวงศ์หมิง, เครื่องถ้วยที่ผลิตจากเตาในสมัยล้านนา เช่นเตาสันกำแพง เตาเวียงกาหลง เป็นต้น ชุมชนที่มีการสร้างศาสนสถานที่เป็นศูนย์กลาง กิจกรรมของชุมชน น่าจะเป็นชุมชนขนาดใหญ่ และการตั้งถิ่นฐานคงจะกระจายตัวตามเนินเขา สันเขา และที่ราบริมน้ำ โบราณสถานที่พบมักจะอยู่บริเวณ ที่ราบระหว่างหุบเขา ซึ่งในอำเภอปางมะผ้ามีพื้นที่ราบที่น้อยมาก ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่อาจจะมีการเคลื่อนย้ายของชุมชนบางส่วนออกไปยังพื้นที่ อำเภอขุนยวม ปาย และแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นบริเวณที่มีพื้นที่ราบมากกว่า           

               2. สภาพแวดล้อมโบราณ
               ผู้วิจัยได้ประมวลสถานภาพของความรู้เกี่ยวกับเรื่องสภาพแวดล้อมโบราณในระดับมหัพภาคโดยสังเขป เพื่อให้ทราบภาพรวมของการ เปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมภายใน ประเทศไทย ซึ่งได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศจากบริบทของโลก
               ผลการวิจัยเบื้องต้นพบว่า ภายในภาคพื้นแผ่นดินได้รับผลกระทบที่น้อยกว่าชายฝั่งทะเลตะวันออก ภาคกลาง และภาคใต้ของประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงในระดับภูมิภาคภายในอำเภอปางมะผ้าสอดคล้องกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงของภูมิภาคอื่นๆ คือ มีอากาศหนาวเย็น ป่าไม้อุดมสมบูรณ์ และหนาแน่นในช่วงสมัยไพลสโตซีนตอนปลาย-โฮโลซีนตอนต้น แต่ในระดับ จุลภาคพบว่าระบบนิเวศย่อยของเฉพาะแหล่งโบราณคดีมีการเปลี่ยนแปลงของประเภทของป่าไม้
               สมัยโฮโลซีนตอนปลายเป็นสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นโดยคน เช่น การตัดไม้ และล่าสัตว์ขนาดใหญ่เพื่อการค้า ทำให้ส่งผลกระทบต่ออุณหภูมิ และปริมาณน้ำฝน ซึ่งส่งผลต่อการเจริญเติบโตของป่าไม้และความหนาแน่นของต้นไม้ภายในพื้นที่ เกิดป่าเสื่อมโทรมขึ้น สัตว์ขนาดใหญ่สูญพันธุ์ไปจากพื้นที่ เช่น สัตว์ตระกูลวัว/ควาย กวาง ช้าง เสือ เป็นต้น
               การทราบข้อมูลพื้นฐานสภาพแวดล้อมโบราณในแต่ละช่วงเวลา ทำให้ทราบว่าพื้นที่สูงในอำเภอปางมะผ้ามีความหลากหลายของชนิดของพืชและ สัตว์มากกว่าปัจจุบัน และเป็นพื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ ถ้าหากสามารถทราบการเปลี่ยนแปลงจำนวนและการสูญพันธุ์ของพืชหรือสัตว์ว่า เกิดในช่วงเวลาใดของพัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรม ก็จะทำให้สามารถตรวจสอบข้อสมมติฐานเกี่ยวกับการเกิดกสิกรรมได้ โดยเฉพาะข้อสมมติฐานที่เสนอว่ากสิกรรมเกิดจากการปรับตัวในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องน่า สืบค้นว่าการเพาะปลูกและการกสิกรรมเกิดขึ้นเมื่อใดในลำดับพัฒนาการของสังคมและวัฒนธรรมในภูมิภาคนี้

 

               3. ปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม
               ผลการวิจัยทำให้ทราบปฏิสัมพันธ์ของคนกับสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจนคือ “การปรับตัว” ด้วยการเรียนรู้เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมว่า มีแหล่งทรัพยากรที่ใช้สำหรับการบริโภคอุปโภค และมีสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่ก่อให้เกิดการสร้างวัฒนธรรมต่างๆ ได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมทางวัตถุหรือวัฒนธรรมทางด้านจิตใจ ในเรื่องของเทคโนโลยี การดำรงชีพ การตั้งถิ่นฐาน รวมทั้งความเชื่อและพิธีกรรม ดังนั้น หากจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อมก็จำเป็นต้องเข้าใจลักษณะขององค์รวมทางวัฒนธรรมของแต่ละยุคสมัย โดยวิเคราะห์จากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบจากการสำรวจและขุดค้น
               การปฎิสัมพันธ์ของคนกับสิ่งแวดล้อมจะมีความแตกต่างกันไปตามการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และ วัฒนธรรม เช่น ในสมัยไพลสโตซีนตอนปลาย-โฮโลซีนตอนกลาง พบว่าคนอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน มีการทำลายสภาพแวดล้อมหรือการเปลี่ยนแปลงพื้นที่รอบๆ น้อยมาก ในสมัยนี้มีความเชื่อหรือพิธีกรรมต่างๆ หรือการดำรงชีพหรือที่อยู่อาศัย มีสัมพันธ์กับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด

               ในสมัยโฮโลซีนตอนปลาย การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมมีมากกว่าสมัยก่อน เพราะมีการตัดไม้ขนาดใหญ่ เพื่อใช้ในการประกอบพิธีกรรมปลงศพ ในวัฒนธรรมโลงไม้ คนโบราณได้พัฒนาเทคโนโลยีในการทำเครื่องมือเหล็ก และพัฒนาภูมิปัญญาในเรื่องการคัดเลือกและทำงานช่างไม้ ถ้ำหรือเพิงผาที่เลือก ใช้เป็นสุสานของคนในวัฒนธรรมนี้น่าจะแสดงให้เห็นถึงปฏิสัมพันธ์ของคนกับธรรมชาติที่อยู่ในรูปแบบของความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องผี บรรพบุรุษ และความตาย เป็นต้น

 

โบราณคดีบนพื้นที่สูง อำเภอบางมะผ้า

               

อ้างอิง

 

รัศมี ชูทรงเดช.  โบราณคดีบนพื้นที่สูงในอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน.
              นครปฐม : สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2547.
รัศมี ชูทรงเดช, นาฏสุดา ภูมิจำนงค์ และสุภาพร นาคบัลลังก์.  โครงการโบราณคดีบนพื้นที่สูง
              ในอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน [Online].  Access on 22 April 2009. 
              Available from http://highland.trf.or.th/WebHAPP1/PM/Sum_.htm

แผนที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน
ที่มา: http://www.thaihoteltravel.com

 

ทิวทัศน์หุบเขาที่จุดชมวิวม่อนกิ่วลม อ.ปางมะผ้า
ที่มา : ดุษฎีพร ชาติบุตร

 

ถ้ำลอด อ.ปางมะผ้า
ที่มา : ดุษฎีพร ชาติบุต

 

แอ่งหลุมยุบภายในถ้ำลอด อ.ปางมะผ้า
ที่มา : ดุษฎีพร ชาติบุตร

 

 

ชาวเขาเผ่าลีซอที่มาขายของบริเวณ
หน้าทางเข้าถ้ำลอด อ.ปางมะผ้า
ที่มา : ดุษฎีพร ชาติบุตร

 

 

แหล่งโบราณคดีเพิงผาถ้ำลอด
ที่มา : http://highland.trf.or.th/Web HAPP1/PM/Sum_.htm

 

โครงกระดูกที่ 1 จากแหล่งโบราณคดีเพิงผาถ้ำลอด
ที่มา : http://highland.trf.or.th/Web
HAPP1/PM/Sum_.htm

 

โครงกระดูกที่ 2 จากแหล่งโบราณคดีเพิงผาถ้ำลอด
ที่มา : http://highland.trf.or.th/Web HAPP1/PM/Sum_.htm

 

แหล่งโบราณคดีเพิงผาบ้านไร่
ที่มา : http://highland.trf.or.th/Web HAPP1/PM/Sum_.htm

 

โครงกระดูก จากแหล่งโบราณคดีเพิงผาบ้านไร่
ที่มา : http://highland.trf.or.th/Web HAPP1/PM/Sum_.htm

 

ภาพลายเส้นโครงกระดูก จากแหล่งโบราณคดีเพิงผาบ้านไร่
ที่มา : รัศมี ชูทรงเดช.  โบราณคดีบนพื้นที่สูงในอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน.
นครปฐม : สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2547

 

โลงผีแมนที่พบในถ้ำผีแมน ในยุคแรกเริ่มบุกเบิก รวมทั้งบริเวณอื่นๆ อีกหลายแห่งในปางมะผ้า
ที่มา : ปาริชาติ  เรืองวิเศษ. แม่ฮ่องสอน. กรุงเทพฯ : สารคดี, 2536.

 

สภาพโลงผีแมนในปัจจุบัน
ที่มา : ดุษฎีพร ชาติบุตร

 

พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ
คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต
ถ.พหลโยธิน ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120
โทรศัพท์ 02 – 564-4440 - 50 ต่อ 1752-54
แฟกซ์ 02 – 564-4440 - 50 ต่อ 1753